ลลิตา ฤกษ์สำราญ รองประธานสภาหญิงคนแรกของไทย
          การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 22 ปีที่ 1 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2548 มีมติเลือก ลลิตา ฤกษ์สำราญ ส.ส. กทม. พรรคไทยรักไทย เป็นรองประธานสภาคนที่ 2 ซึ่งถือเป็น ผู้หญิงคนแรก ของประเทศที่ได้รับเกียรตินั่งเก้าอี้นี้
         ดร.ลลิตา ฤกษ์สำราญ เป็นชาวฉะเชิงเทราโดยกำเนิด เกิดเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2492 จบการศึกษาปริญญาตรีเอกคณิตศาสตร์ (เกียรตินิยม) จากวิทยาลัยวิชาการ ศึกษา พิษณุโลก (มหาวิทยาลัยนเรศวรในปัจจุบัน) จบปริญญาโทวิจัยการศึกษา จากจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย และปริญญาเอกจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน
ประวัติการทำงาน
         ด้วยความใฝ่ฝันในอาชีพแม่พิมพ์ของชาติตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อเธอจบการศึกษาระดับปริญญาโท จึงเข้าเป็นอาจารย์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นเวลา 14 ปีเต็ม ในระหว่างปี พ.ศ.2515 - 2529 ก่อนตัดสินใจ ลงเล่น การเมือง ในนามพรรคประชากรไทย เมื่อปี พ.ศ.2529 และได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร สังกัด พรรคประชากรไทย มาจนถึงปี พ.ศ.2539 ได้ย้าย ไปสังกัดพรรคไทยรักไทย
         เธอเคยเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย กระทรวงการต่างประเทศ เคยเป็นกรรมาธิการต่าง ๆ หลายคณะ เป็น รองประธานคณะกรรมาธิการหลายคณะ จับงานด้านการศึกษาและปัญหาด้านสิทธิสตรี เยาวชน และ
ผู้สูงอายุเป็นหลัก และเคยได้รับเลือก เป็นประธานชรมสมาชิกรัฐสภาสตรีไทย ดร.ลลิตา ฤกษ์สำราญ เดินอยู่บนถนน การเมืองเป็นเวลา 19 ปี ก่อนมาถึงวันนี้ เธอเป็น ส.ส.หญิง 8 สมัย บวกกับประสบการณ์การทำงานที่ยาวนาน
         "สิ่งท้าทายในตำแหน่งรองประธานสภาไม่มี ตอนนี้มีแต่ความภูมิใจที่ได้รับความไว้วางใจ จากนายกรัฐมนตรี และพรรคไทยรักไทย สนับสนุนบทบาทของผู้หญิงให้ก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งอันทรงเกียรติ และเมื่อได้รับความ ไว้วางใจ ก็ต้องตั้งใจทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุด ไม่ให้นายกรัฐมนตรีและกรรมาธิการบริหาร พรรคไทยรักไทย ตลอดจนไม่ให้ ผู้หญิงทั้งประเทศผิดหวัง" รองประธานสภา คนที่ 2 กล่าว
          เธอกล่าวถึงการทำงานในสภาว่า "เธอต้องการเห็นสภาเป็นเหมือนห้องเรียนเล็ก ๆ ที่จะให้ความรู้เรื่อง ประชา- ธิปไตย และเป็น ห้องเรียน ที่คนไทยได้เห็นการบริหารราชการแผ่นดินผ่านการที่รัฐมนตรีมาชี้แจง และทำให้คนไทย ได้เห็นว่ากฎหมาย ที่กำลัง จะออกสภาจะกระทบต่อเขาอย่างไร ส่วนการทำงานไม่มีอะไรน่ากลัว หาก ส.ส.ปฏิบัติตาม
กฎข้อบังคับ การประชุมก็จะดำเนินไปด้วย ความราบรื่น"
         อย่างไรก็ตามนับเป็นอีกก้าวหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์รัฐสภาไทย ที่ผู้หญิงก้าวเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญของประเทศ และสามารถ เข้าไปทำหน้าที่ควบคุมการประชุมสภา ตลอดจนการดำเนินการต่าง ๆ ดูแลความเรียบร้อย เรื่องพระราช บัญญัติ การบรรจุญัตติ กระทู้ ตลอดจนการพิจารณาขบวนการทั้งหมด และเป็นที่เชื่อกันว่า หากมีผู้หญิง เป็นรอง
ประธาน รัฐสภาน่าจะเป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ ของรัฐสภาไท เป็นการยอมรับมิติใหม่ทางการเมืองในประเทศไทย ทั้งยังเป็นการ กระตุ้นให้ผู้หญิงสนใจสมัครรับเลือกตั้งมากขึ้นด้วย