สตรีต่างประเทศ มิเชล บาเซเลต์ ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของชิลี |
|
| บาเชเลต์ เกิดที่ซานติอาโก เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2494 จบการศึกษาทาง ด้านฟิสิกส์ ด้านการทหารจากวิทยาลัยนโยบาย และยุทธศาสตร์แห่งชาติของชิลี และจาก วิทยาลัยอินเตอร์-อเมริกัน ดีเฟนซ์ในสหรัฐ |
บาเชเลต์ เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงกลาโหม ในคณะรัฐบาล ของ ริคาร์โด ลากอส ก่อนที่จะเป็นประธานาธิบดี นอกจากนี้เธอเคยถูกคุมขัง ในฐานะนักโทษ
การเมือง เพราะต่อต้าน การปกครอง ของรัฐบาลทหาร ระหว่าง พ.ศ.2516-2533 หลังจากที่บิดาของเธอ พลอากาศจัตวา อัลเบอร์โต บาเชเลย์ เสียชีวิตในสถานที่คุมขัง นักโทษทางการเมือง เนื่องจากบิดาของเธอเป็นหนึ่ง |
|
| ในผู้ต่อต้าน "ออกัสโต ปิโนเชต์" อดีตผู้นำจอมเผด็จการของชิลี จากนั้นอีกไม่กี่ปีต่อมาบาเชเลต์ ถูกเนรเทศออกนอก ประเทศ ก่อนจะกลับบ้านเกิดอีกครั้ง และได้เข้าเป็นสมาชิกพรรคสังคมนิยม |
ในปี พ.ศ.2543 เธอได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก่อนก้าวกระโดดขึ้นเป็น รัฐมนตรี ว่าการ กระทรวง กลาโหม ในปี พ.ศ.2545 ซึ่งถือเป็นความสำเร็จก้าวแรกของมิเชล บาเชเลต์ บนถนนการเมือง เพราะเธอ
ถือเป็นสตรีคนแรก ในประวัติ ศาสตร์ของชิลี และของละตินอเมริกาที่ได้นั่งเก้าอี้นี้ ต่อมาในเดือนกันยายน 2547 บาเชเลต์
ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อลงชิงชัยเก้าอี้ ประธานาธิบดี ระหว่าง หาเสียง บาเชเลต์ให้คำมั่นว่า จะสานต่อนโยบายของ อดีต ประธานาธิบดีริคาร์โด ลากอส นักสังคมนิยม ซึ่งได้รับเครดิตสูงในเรื่องการบริหารจัดการเศรษฐกิจของชิลี |
บาเชเลต์ได้รับคะแนนโหวดร้อยละ 53 มากกว่าเเซบาสเตียน ปีเนโร มหาเศรษฐีหัวอนุรักษ์นิยม ซึ่งเป็นผู้สมัคร
จากพรรคฝ่ายค้าน 7 จุด โดยบาเชเลต์สามารถคว้าชัยชนะมาได้ 12 แคว้นจากทั้งหมด 13 แคว้น ทั่วประเทศ ชัยชนะ ครั้งนี้ ส่งผลให้เธอกลายเป็นตัวแทน พรรคพันธมิตรสายกลาง-ซ้าย คนที่สี่ ติดต่อกัน ซึ่งสามารถมีชัยในการเลือกตั้ง ประธานาธิบดีชิลี นับตั้งแต่สิ้นสุดยุคระบอบเผด็จการ ทหาร ภายใต้ การนำของออกุสโต ปิโนเชต์ ในปี พ.ศ.2533
อย่างไรก็ดีก่อนหน้านั้น บาเชเลต์ซึ่งเป็นสตรีที่ไม่นับถือ ศาสนาใด และมีบุตร นอกสมรส 3 คน ไม่ใช่ตัวเลือก ผู้สืบทอด เก้าอี้ผู้นำประเทศที่โดดเด่นในดินแดน ซึ่งนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก และมีสังคม อนุรักษ์นิยมเคร่งครัดเช่นนี้ ทว่าจากความสำเร็จ ของนโยบายเศรษฐกิจในรัฐบาลชุดปัจจุบัน มีส่วนสำคัญที่ช่วย เกื้อหนุนเธอ ในการ เลือกตั้ง ดังกล่าว |
ความทุกข์ทรมานของเธอในสมัยระบอบปิโนเชต์ เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ซึ่งสามารถเรียกคะแนนสงสาร จากประชาชน หลายคน ในประเทศ ซึ่งยังคงบอบช้ำจากอำนาจเผด็จการทหารตลอดระยะเวลา 17 ปี ในช่วง พ.ศ.2516 - 2533 ทั้งนี้ในยุคสมัยดังกล่าว บิดาของบาเชเลต์ ซึ่งเป็นอดีตนายพลของกองทัพอากาศ ได้ถูกทรมานร่างกาย จนเสียชีวต
ระหว่าง ถูกจองจำ ส่วนเธอและมารดา ถูกควบคุมตัวในศูนย์กักกันอันเลื่องชื่อ เรื่องความทารุณโหดร้ายนาน 2 สัปดาห์ ก่อนจะลี้ภัยไปอยู่ที่ออสเตรเลีย และจบการศึกษา ด้านการแพทย์จากเยอรมันตะวันออก |
| บาเชเลต์ซึ่งบริหารประเทศในฐานะประธานาธิบดีหญิงคนแรงของชิลี ชัยชนะของเธอถือว่า มีความสำคัญ ทาง ยุทธศาสตร์ การเมืองระหว่างประเทศอย่างยิ่ง เนื่องจากเธอมีจุดยืนในแนวทางเดียวกับ ประธานาธิบดีฮูโก ชาเวช ของเวเนซุเอลา โดยถึงแม้จะ สนับสนุนนโยบายการค้าเสรี แต่ก็ต้องเป็น การค้าเสรี ที่มีความเป็นธรรมและเท่าเทียมอีกด้วย |
| เธอให้คำมั่นจะดำเนินนโยบายตามแบบอย่างของประธานาธิบดีริคาร์โด ลากอส ผู้นำหัวสังคมนิยม ซึ่งกำลังจะพ้น จากอำนาจ และได้รับการยกย่องในเรื่องการจัดเศรษฐกิจของประเทศจนกลายเป็นหนึ่ง ในชาติที่โดดเด่นของภูมิภาค |
เธอกล่าวกับผู้สนับสนุนหลายหมื่นคนในย่านเศรษฐกิจกลางกรุงซันดิอาโก เมืองหลวงของชิลี ภายหลังทราบผล
การเลือกตั้ง ว่าเธอ จะเร่งสร้างความเท่าเทียมกันทางสังคมให้เกิดขึ้นภายในประเทศ ตลอดวาระการ ดำรงตำแหน่ง 4 ปี ซึ่งจะสิ้นสุดในปี พ.ศ.2553 โดยเน้นเพิ่มความเสมอภาคในการ เข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและประกันสังคม |
| "ดิฉันต้องการให้รัฐบาลของดิฉัน ถูกจดทำในฐานะรัฐบาลเพื่ประชาชนทุกคน" เธอประกาศ |
| ถึงแม้ว่าบาเชเลต์จะเป็นผู้หญิงคนที่ 3 ที่ดำรงตำแหน่งผู้นำของประเทศในแถบละตินอเมริกา แต่แนวคิด ที่จะ ปฏิรูปการเมือง ของเธอได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากมาย และในฐานะที่เธอเคยเป็น แพทย์มาก่อน บาเชเลต์ถือว่า การกระจาย โอกาสทาง สาธารณสุขไปสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง ที่สำคัญ |
ริคาร์โด อิสราเอล นักรัฐศาสตร์ชื่อดัง กล่าวว่า ความท้าทายหลักของบาเชเลต์ ประธานาธิบดีหญิง คนแรกของชิลี และสตรีคน ที่สองซึ่งได้รับเลือกให้เป็นผู้นำประเทศอเมริกาใต้ ต่อจากเนเน็ต จาเกน ของกายอานา คือ การเปิดโอกาส
ให้สตรีได้เข้ามา มีบทบาท ในหน่วยงานราชการ มากขึ้น นอกจากนี้ยังรวมถึงการหา จุดยืนให้เป็นพรรครัฐบาล ผสม สังคมนิยม-ประชาธิปไตยของเธอ ท่ามกลาง บรรดารัฐบาลฝ่ายซ้ายที่กุมอำนาจในละตินอเมริกา |